อัพเดทใหม่ล่าสุดเมื่อ 27 พฤษภาคม 2026

เขียนโดย เฮียเจแปน
นักรีวิวบุหรี่ไฟฟ้าชาวไทยที่สนใจและตามหาเรื่องราวในรสชาติและผู้คนที่เกี่ยวโยงกันอย่างมีนัยยะสำคัญ ผ่านควันบุหรี่แต่ละแบบ
เวลาที่ทีมงาน Podflashman พูดคุยกับลูกค้า สิ่งหนึ่งที่พบอยู่เสมอคือหลายคนรู้จักชื่อ RELX แต่กลับไม่แน่ใจว่ารุ่นต่าง ๆ แตกต่างกันอย่างไร บางคนเคยใช้ RELX Infinity มาก่อน บางคนเห็น Infinity 2 หรือ Artisan แล้วสงสัยว่าเป็นรุ่นใหม่หรือรุ่นพรีเมียม บางคนค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแล้วพบชื่อ Classic, Alpha, Phantom, Creator จนสับสนว่ารุ่นไหนออกมาก่อนหลัง และแต่ละรุ่นถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอะไร?
ดังนั้นในวันนี้ Podflashman จึงรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของ RELX ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด เพื่ออธิบายความแตกต่างด้านการออกแบบ ระบบชาร์จ เทคโนโลยีภายใน และแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแต่ละเจเนอเรชันอย่างละเอียด เพื่อจะช่วยให้เข้าใจว่าแต่ละรุ่นถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในยุคที่แตกต่างกันอย่างไร ดังนั้น คุณจะเลือกซื้อ Relx ได้ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนมากที่สุดได้นั่นเองครับ
RELX คืออะไร

RELX เป็นแบรนด์อุปกรณ์ระบบปิด (Closed Pod System) ที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศจีนเมื่อปี ค.ศ. 2018 โดยมีแนวคิดหลักในการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้งานง่าย ลดขั้นตอนการดูแลรักษา และให้ประสบการณ์การใช้งานที่สม่ำเสมอ ภายในเวลาไม่กี่ปี RELX กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศ เนื่องจากมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องระบบจ่ายพลังงาน เทคโนโลยีป้องกันการรั่วซึม และการออกแบบตัวเครื่องให้เหมาะกับการพกพาในชีวิตประจำวัน
RELX รุ่นไหนดี 2026 เปรียบเทียบแต่ละรุ่น
หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ RELX ไม่ได้พัฒนาเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่แต่ละรุ่นยังสะท้อนการแก้ไขปัญหาและการต่อยอดเทคโนโลยีจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน ตั้งแต่ยุคแรกที่เน้นความเรียบง่ายในการใช้งาน ไปจนถึงรุ่นใหม่ที่สามารถปรับระดับการทำงานของตัวเครื่องได้ รวมถึงมีการเพิ่มระบบชาร์จเร็ว ระบบแสดงสถานะแบตเตอรี่ และเทคโนโลยีควบคุมประสิทธิภาพการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น
1. RELX Classic (รุ่นที่ 1)

RELX Classic ถือเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์และเป็นรุ่นที่ทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากรู้จักระบบปิดแบบสำเร็จรูป ตัวเครื่องมีดีไซน์เรียบง่าย เน้นการใช้งานแบบอัตโนมัติเมื่อสูบ ไม่ต้องกดปุ่มหรือปรับตั้งค่าใด ๆ แบตเตอรี่ขนาดประมาณ 350mAh ใช้พอร์ตชาร์จแบบ Micro USB ตามมาตรฐานของยุคนั้น แม้ในปัจจุบันจะยุติการผลิตไปแล้ว แต่ RELX Classic ถือเป็นรากฐานสำคัญที่วางแนวคิดเรื่องความสะดวกและความเสถียรให้กับผลิตภัณฑ์รุ่นต่อ ๆ มา
2. RELX Alpha (รุ่นที่ 2)

RELX Alpha เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก Classic โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงระบบสร้างไอและระบบป้องกันการรั่วซึมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายในตัวเครื่องมีการใช้เทคโนโลยี Alpha Stream ซึ่งช่วยให้การกระจายความร้อนมีความสม่ำเสมอ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมมีความเสถียรมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงรูปทรงหัวพอตให้มีลักษณะคล้ายหยดน้ำเพื่อช่วยลดโอกาสเกิดการควบแน่นของของเหลวภายในระบบ
3. RELX i (รุ่นที่ 3)
RELX i เป็นรุ่นที่แสดงให้เห็นความพยายามของแบรนด์ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ โดยสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนผ่าน Bluetooth และแอปพลิเคชันเฉพาะของแบรนด์ ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ ดูสถิติการใช้งาน หรือล็อกตัวเครื่องจากระยะไกลได้ แม้ RELX i จะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับ Infinity ในเวลาต่อมา แต่ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนแนวคิด Smart Device ของแบรนด์ในช่วงนั้น
4. RELX Infinity (รุ่นที่ 4)

RELX Infinity ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของแบรนด์ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ จุดเปลี่ยนสำคัญของ Infinity คือการยกระดับทั้งงานออกแบบและประสบการณ์การใช้งานให้ดูพรีเมียมมากขึ้น ตัวเครื่องมีรูปทรงโค้งมน จับถนัดมือ รองรับระบบชาร์จแม่เหล็ก และสามารถใช้งานร่วมกับกล่องชาร์จไร้สายได้ อีกทั้งยังมีระบบสั่นแจ้งเตือนเมื่อเชื่อมต่อหัวพอตหรือเมื่อมีการใช้งานครบจำนวนครั้งที่กำหนด ซึ่งช่วยเพิ่มความแตกต่างจากอุปกรณ์ในยุคเดียวกันอย่างชัดเจน
5. RELX Phantom / Infinity Plus (รุ่นที่ 5)

หลังจาก Infinity ได้รับความนิยม RELX ได้เปิดตัว Phantom และ Infinity Plus ซึ่งเป็นการต่อยอดแนวคิดเดิมโดยเพิ่มรายละเอียดด้านการใช้งานมากขึ้น รุ่น Phantom มีไฟ LED แสดงระดับแบตเตอรี่หลายระดับ ช่วยให้ตรวจสอบพลังงานคงเหลือได้สะดวกกว่าเดิม ขณะที่ Infinity Plus ได้รับการปรับปรุงระบบชาร์จให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับหัวพอตรุ่นใหม่ ส่งผลให้การตอบสนองของตัวเครื่องมีความเสถียรและแม่นยำยิ่งขึ้น
6. RELX Infinity 2 (รุ่นที่ 6)

RELX Infinity 2 ถือเป็นรุ่นเรือธงในยุคปัจจุบันและเป็นผลลัพธ์จากประสบการณ์การพัฒนาหลายปีของแบรนด์ ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือการเพิ่มโหมดการทำงาน 3 รูปแบบได้แก่ Eco Mode, Smooth Mode และ Boost Mode ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกพฤติกรรมการจ่ายพลังงานของตัวเครื่องได้ตามความต้องการ แบตเตอรี่ถูกขยายความจุให้ใหญ่ขึ้น รองรับระบบชาร์จเร็วผ่าน USB Type C และสามารถชาร์จเต็มได้ภายในระยะเวลาสั้นกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างมาก
รุ่นพรีเมียมและซีรีส์พิเศษ
นอกเหนือจากรุ่นหลักที่พัฒนาตามลำดับเวลา RELX ยังมีการเปิดตัวซีรีส์พิเศษสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการความแตกต่างด้านวัสดุ การออกแบบ และฟังก์ชันเพิ่มเติม โดยรุ่นเหล่านี้มักถูกวางตำแหน่งให้อยู่ในกลุ่มพรีเมียม และมีราคาสูงกว่ารุ่นมาตรฐานทั่วไป ดังนี้
7. RELX Artisan / Artisan Plus
RELX Artisan เป็นรุ่นที่เน้นความหรูหราของวัสดุและงานประกอบเป็นหลัก ตัวเครื่องบางรุ่นเลือกใช้หนังแท้ โลหะคุณภาพสูง หรือวัสดุพิเศษที่ให้สัมผัสแตกต่างจากรุ่นมาตรฐาน แม้ระบบภายในจะมีพื้นฐานใกล้เคียงกับ Infinity แต่จุดเด่นของ Artisan อยู่ที่ประสบการณ์การถือใช้งานและภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม ทำให้ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานที่ให้ความสำคัญกับงานดีไซน์มากกว่าฟีเจอร์เพิ่มเติม
8. RELX Creator Series (Creator / Pro)
Creator Series เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สะท้อนการพัฒนาอุปกรณ์ให้มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น ตัวเครื่องบางเวอร์ชันมาพร้อมหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะ สามารถตรวจสอบระดับแบตเตอรี่ ข้อมูลสถานะการทำงาน และรายละเอียดอื่น ๆ ได้โดยตรงจากตัวเครื่อง แนวคิดของ Creator Series คือการรวมความสะดวกของระบบปิดเข้ากับความสามารถในการแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งแตกต่างจากรุ่นดั้งเดิมที่เน้นความเรียบง่ายเป็นหลัก
9. RELX Pod Pro 2
RELX Pod Pro 2 ไม่ใช่ตัวเครื่อง แต่เป็นหัวพอตรุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับอุปกรณ์รุ่นล่าสุดของแบรนด์ โดยมีการปรับปรุงระบบควบคุมอุณหภูมิและโครงสร้างภายในเพื่อให้การทำงานมีความสม่ำเสมอมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีภายในเพื่อช่วยลดปัญหาการรั่วซึมและเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายละอองในระยะยาว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาของ RELX ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวเครื่องเท่านั้น แต่รวมถึงอุปกรณ์ประกอบทุกส่วนในระบบด้วย
รุ่นไหนเหมาะกับใคร
คำถามที่ว่า RELX รุ่นไหนดีจริง ๆ แล้วไม่มีคำตอบตายตัว เพราะแต่ละรุ่นถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานคนละกลุ่ม หากต้องการอุปกรณ์ที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องเรียนรู้เยอะ และมีความสมดุลในทุกด้าน RELX Infinity ยังคงเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ระบบชาร์จที่รวดเร็ว และรองรับหัวพอตได้หลากหลาย จึงเหมาะกับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ที่ต้องการอุปกรณ์สำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตั้งค่าต่าง ๆ
สำหรับผู้ที่ต้องการฟังก์ชันที่ทันสมัยมากขึ้น RELX Infinity 2 ถือเป็นรุ่นที่ตอบโจทย์ที่สุดในปี 2026 เพราะสามารถเลือกโหมดการจ่ายไฟได้ถึง 3 ระดับ ทั้งโหมดประหยัดพลังงาน (Eco Mode) โหมดมาตรฐาน (Smooth Mode) และโหมดเร่งประสิทธิภาพ (Boost Mode) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับลักษณะการทำงานของเครื่องให้เหมาะกับความต้องการได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้า อีกทั้งยังมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่และระบบชาร์จเร็ว จึงเหมาะกับผู้ที่ใช้งานต่อเนื่องตลอดทั้งวันและต้องการความยืดหยุ่นในการใช้งานมากขึ้น
ในขณะที่ RELX Artisan และ Creator Series จะเหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ วัสดุ และนวัตกรรมมากเป็นพิเศษ Artisan โดดเด่นด้านงานประกอบระดับพรีเมียมและวัสดุหรูหรา ส่วน Creator Series เน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเสริมประสบการณ์ใช้งาน เช่น หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะและระบบแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ หากมองภาพรวมสำหรับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ Infinity และ Infinity 2 ยังคงเป็นสองรุ่นที่สมดุลที่สุด แต่หากต้องการความโดดเด่นด้านภาพลักษณ์และความพรีเมียม Artisan ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย
ข้อคิดเห็นจาก Podflashman
เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่ RELX Classic จนถึง Infinity 2 จะเห็นได้ว่า RELX ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องในทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่ระบบป้องกันการรั่วซึม การจัดการพลังงาน การชาร์จเร็ว ไปจนถึงความสามารถในการปรับรูปแบบการทำงานของตัวเครื่อง หากต้องการเข้าใจว่า RELX รุ่นไหนดีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่รุ่นที่ใหม่ที่สุดเสมอไปแต่อยู่ที่การเข้าใจว่ารุ่นนั้นถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานลักษณะใด เพราะแต่ละเจเนอเรชันล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการที่ทำให้ RELX กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในตลาดอุปกรณ์ระบบปิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา
คะแนนเฉลี่ยของบทความ : 5/5












